[Review] Something Borrowed ไปดูมาแล้ว ^^

posted on 07 May 2011 22:48 by palmtreehouse
บ่ายวันนี้มีประชุมงาน ไหนๆก็ได้ฤกษ์ออกจากบ้านทั้งทีพอเลิกแล้ว เด็กเกเรสองคนก็เลยตกลงว่าจะไปดูหนังกันต่อ   เวลาห้าโมงครึ่งพึ่งจะเหยียบถึงหน้าพารากอน มีตัวเลือกสามเรื่องในเวลาใกล้ๆนั้น สุดท้ายก็เลยเลือกหนังโรแมนติกคอมเมดี้ เรื่องใหม่ล่าสุดที่เพิ่งจะเข้าโรงมาได้ไม่กี่วันเรื่องนี้ >>> Something Borrowed
พล็อตเรื่องก็ดูธรรมดา คล้ายๆดราม่าฝรั่งทั่วไป คนสองคนที่มีความรู้สึกดีๆแบบเดียวกันให้กัน แต่ไม่เคยบอกออกไป ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครกล้าคิดเข้าข้างตัวเอง พอมีคนที่สามเข้ามา เรื่องก็เลยยุ่งยากขึ้นมา
ดูแล้วก็แอบสรุปง่ายๆในใจว่า เวลาแอบชอบใครก็บอกๆเค้าไปเถอะ เพราะว่าการที่เก็บเอาไว้ก็อาจจะไม่มีวันได้รู้ว่าเค้าก็อาจจะรู้สึกเหมือนกันกับเราก็ได้ เพราะว่าคนเราบางทีก็มองข้ามสิ่งง่ายๆที่คนอื่นเค้ามองออกกันตั้งนานแล้วไปได้ เพราะเวลา "แอบ"รู้สึกดีกับใคร ก็ต้องมาคอยแอบความรู้สึกเอาไว้อย่างงั้น แค่นั้นก็ยุ่งจนไม่มีเวลาจะไปสังเกตอาการที่ก็ดูแปลกๆไปของเค้าคนนั้นแล้ว
...ฟังดูง่ายแต่จริงๆแล้วทำยากเนอะ :)
แต่จริงๆแล้วที่ชอบที่สุดคือชื่อเรื่องนะ
Something Borrowed มาจากหนึ่งในคำพูดสี่คำถึงของสี่อย่างที่ผู้หญิงในสมัยวิกตอเรียเชื่อว่าจะนำมาซึ่งโชคดีหามีไว้ประดับบนชุดเจ้าสาว มาในรูปของวัตถุ แต่ที่จริงแล้วก็มีความหมายที่มากกว่านั้น
เริ่มจาก Something Old หรือของเก่า หลายคนเลือกจะสวมจี้ห้อยคอ ล็อกเกต หรือแหวนแต่งงานของแม่หรือยาย
หรือแม้กระทั่งใช้ชุดเจ้าสาวที่ส่งต่อกันมา เพื่อสื่อถึงความผูกพันของเจ้าสาวต่อครอบครัวของเธอเอง โดยเฉพาะแม่และยายของเธอ
Something New จะเป็นของอะไรก็ได้ทั้งนั้น เป็นสื่อแทนอนาคตใหม่ที่สดใสสวยงามข้างหน้าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะร่วมกันสร้างขึ้น
Something Borrowed หรือของที่ขอยืมมา เป็นสัญลักษณ์แทนมิตรภาพของเจ้าสาวและเพื่อนของเธอ โดยมีข้อแม้ว่าของที่จะขอยืมมาใช้นั้นจะต้องมาจากคู่แต่งงานที่มีความสุข และประสบความสำเร็จ คนส่วนมากนิยมหยิบยืมเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆ อาจจะเป็นสร้อยสักชิ้นที่เพื่อนของเธอใส่ในวันแต่งงานแสนสุขของเธอ หรือ ผ้าคลุมผม อาจจะยกเวันก็แต่ในหนังเรื่องนี้นั่นแหละนะ
และข้อสุดท้ายคือ Something Blue ถึงแม้จะมีสำนวนในภาษาอังกฤษว่า feeling blue ที่หมายถึงรู้สึกเศร้า แต่ในสมัยก่อนนั้นสีฟ้าเป็นสีแห่งความสุข และยังหมายถึงความซื่อสัตย์และซื่อตรงอีกด้วย เดิมเจ้าสาวจะสวมเครื่องประดับสีฟ้า คลิบชายกระโปรงสีฟ้า หรือถือช่อดอกไม้สีฟ้า
เชื่อกันว่าถ้าหากมีทั้งสี่อย่างครบในวันแต่งงาน ก็จะทำให้มีความสุขตลอดไป
ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะคะ  ^_____^

*..First Love Story

posted on 23 Apr 2011 23:07 by palmtreehouse
วันที่อารมณ์ไม่ดี วันที่รู้สึกแย่ๆ หลายคนบอกว่าให้แก้ด้วยการกินช็อกโกแลต เพราะมันมีสารอะไรสักอย่างที่ทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ แต่สำหรับฉัน เวลามีปัญหามักจะพาตัวเองเข้าร้านหนังสือ หาของขวัญปลอบใจตัวเองสักเล่ม (ซึ่งจริงๆแล้วเป็นนิสัยไม่ดีอย่างหนึ่งเพราะ เป็นวิธีที่สิ้นเปลืองเอามากๆ)
เหมือนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ...
ระหว่างที่เดินวนไปวนมาอยู่ในร้านหนังสือ ก็เลยเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่่ง จำได้รางๆว่าเห็นเพื่อนจับๆอยู่ในงานหนังสือ เลยเดินไปหยิบมาดูบ้าง
หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า "รักครั้งแรก"        คำคำนี้ตอนที่อ่านก็ไม่ได้เห็นว่ามันจะฟังดูพิเศษตรงไหน ออกจะcheesyนิดๆด้วยซ้ำ
คำโปรยบนปกหลังบอกให้รู้ว่าเป็นเรื่องสั้น 12เรื่อง จะเกี่ยวกับอะไรซะอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่ 'First love' หรือรักแรก...
กำลังจะวางกลับชั้น แต่ก็เหลือบเห็นชื่อหนึ่งในนักเขียนคนโปรด เป็นคนเขียนเรื่องสั้นหนึ่งในสิบสองเรื่องนั่นด้วย
ก็เลยเปลี่ยนใจ พาหนังสือแปลกหน้าเล่มนี้กลับบ้านมาด้วยง่ายๆ
จากการยืนอ่าน(บนรถไฟฟ้า..) นั่งอ่าน(บนรถเมล์..เดี๋ยวนี้หันใช้บริการรถสองประตูสิบหน้าต่างแบบนี้แทนรถติดแอร์ แบบไม่มีเหตุผล) และนอนอ่าน (หรือจริงๆคืออ่านเพลินจนลืมเวลานอน) 
เรื่องสั้น 12 เรื่องก็จบไปภายในเวลาวันเดียว 
แถมอ่านจบแล้วก็ทิ้งความรู้สึกหวานๆ อุ่นๆไว้ให้  ไม่ยักหวานเลี่ยนอย่างที่แอบคิดไว้ แปลกดี  
และนั่นก็เป็นที่มาของการเขียนบล็อกวันนี้
ในคำนำของ"รักครั้งแรก" บอกไว้ว่า "ทุกคนคงเคยมีความรักครั้งแรก แม้มันจะผ่านมานานแค่ไหน แต่ความรักครั้งแรกก็ไม่เคยถูกลบไปจากความทรงจำ" 
ก็คงจะจริงอย่างนั้นแหละ เพราะฉันเองก็ไม่เคยลืมเหมือนกัน ถึงจะมีบ่อยๆที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ
เพียงแต่เรื่องที่อยู่ในความทรงจำของฉันเรียกว่า first crush น่าจะเหมาะมากกว่า คำว่า love เอามาใช้กับเด็กประถมจะฟังดูว่ายัยเด็กนี่แก่แดดชะมัดไป ใช่แล้วล่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่่องที่เกิดขึ้นตอนปอหก --- ยังเด็กเว่อร์จริงๆ
เรื่องก็คลาสสิกมากๆ เริ่มจาก ..."เขาคนนั้น" เป็นเพื่อนในห้องเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน(?) และเป็นคนน่ารัก
แน่นอนว่าเด็กๆย่อมเก็บความลับเก่ง..มากกก  เพื่อนๆเหมือนจะเริ่มจับได้ไล่ทัน แค่ยังชี้ตัวจำเลยออกมาชัดๆไม่ได้
แต่รู้แน่ว่าฉันมีคนที่แอบชอบ แถมยังเชียร์ซะดิบดีให้รีบๆบอก"เขาคนนั้น"ไป...คงเพราะอยากรู้ว่าตกลงคือใคร
เรื่องต่อจากนั้น กลายเป็นภาพงงๆเบลอๆ ไม่แน่ใจว่าทำไม แต่ที่แน่ๆฉันไม่เคยเดินเข้าไปบอกเขาคนนั้น
ไม่เคยมีชื่อเขาบนสมุดเฟรนชิพของฉัน ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าทำไม แต่นั่นทำให้ฉันไม่มีเบอร์ติดต่อ ไม่มีอีเมล์ และตอนนั้นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ก็ยังไม่เกิด หลังจบปกหกเราก็แยกย้ายกันไป ฉันสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง (ต้องตัดผมสั้น ทำให้เสียน้ำตาไปหลายลิตร) 
แต่แล้วช่วงซัมเมอร์ก่อนขึ้นมอ1นั้นเอง ฉันก็ได้เบอร์เขามาโดยบังเอิญ (อาจจะเป็นความบังเอิญบนความตั้งใจของคุณเพื่อนที่น่ารักของฉัน)
จำได้ว่าลังเลอยู่นานกว่าจะตัดสินใจส่งข้อความไป  และเขาตอบกลับมา เราคุยกันไม่กี่ครั้ง แล้วก็หยุดไป ฉันจำเหตุผลไม่ได้แล้วล่ะ  เพราะกำลังยุ่งอยู่กับการเปิดเทอมใหม่ ในโรงเรียนใหม่ ที่ซึ่งฉันมีเพื่อนใหม่ และอยู่ในสังคมใหม่ เรื่องเก่าๆก็กลายเป็นความทรงจำสีจางๆไป
ฉันยังได้เจอเขาบ้างในเวลาบังเอิญ ในที่ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอกัน 
แต่ในทุกครั้งที่นึกถึง "เขาคนนั้น" ก็ยังทำให้ยิ้มได้อยู่เสมอ
และก็เป็นคนแรกที่ฉันนึกถึงระหว่างที่อ่าน "รักครั้งแรก"
 
 

edit @ 24 Apr 2011 00:51:28 by chibipalmmy

ต้องนับว่าเป็นความโชคดีที่คุณแม่เคยซื้อหุ้นกู้ปตท.เอาไว้ เลยได้บัตรเชิญไปดูตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาค3 รอบพิเศษ ก่อนวันฉายจริงตั้ง 3วัน ... ในที่สุดก็ได้ดูภาคต่อภาคนี้หลังจากคอยมาสองปีกว่าๆ เรียกว่ารอจนลืมเรื่องจากสองภาคแรกไปแล้วซะส่วนใหญ่ สองสามวันที่ผ่านมาต้องเอาสองภาคแรก(องค์ประกันหงสา และ ประกาศอิสรภาพ) มานั่งรีวิวความจำ
ภาคนี้ก็ยังคงความอลังการเอาไว้เหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะมีทั้งฉากรบบนบก และฉากรบกลางน้ำระหว่างเรือสำเภาจีนของพระยาจีนจันตุ กับกองเรือของพระนเรศวร เพิ่งจะเคยเห็นเรือที่ลักษณะคล้ายๆเรือพระที่นั่งแบบไทยๆที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่ง มาทำหน้าที่เป็นเรือรบก็คราวนี้เอง  เป็นฉากรบที่ตื่นตาตื่นใจ ไม่แพ้ดู Pirate of the Caribbean เลยก็ว่าได้
โปสเตอร์
เนื้อเรื่องก็เริ่มที่การเดินทางกลับกรุงอโยธยา หลังจากพระนเรศวรทรงประกาศเอกราชที่เมืองแครงและนำชาวบ้านและกองทหารหนีกองทัพพม่าข้ามแม่น้ำสะโตงกลับสู่ฝั่งไทยได้สำเร็จ ฝ่ายมังสามเกียรติก็ดูพระเจ้านันทบุเรงดุไปตามระเบียบ แต่ด้วยความที่ติดศึกกับอังวะอยู่พระเจ้านันทบุเรงเลยส่งพระยาพะสิม และเจ้าเมืองเชียงใหม่ นรธาเมงสอ ให้มาตีอโยธา
ทางอโยธยาเองกำลังรวบรวมทหาร หนึ่งในนั้นคือพระยาจีนจันตุที่มาเป็นทหารอาสา แต่จริงๆแล้วแอบส่งข่าวให้เมืองละแวก(ชอบคอยลอบกัดอยุธยาเรื่อยๆ) ที่คอยท่าจะยกทัพมาตีขนาบหากอโยธยากำลังเพลี้งพล้ำต่อหงสา แต่เมื่อถูกจับได้ว่าแอบเป็นสายลับ พระยาจีนจันตุก็ขึ้นสำเภาหนีกลับเมืองละแวก(พวกเขมร) พระนเรศวรให้นำกองทัพเรือตาม ในฉากยุธนาวี ที่นับเป็นไฮไลท์หนึ่งของภาคนี้
อีกหนึ่งฉากสำคัญคือตอนศึกกับเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่ทุ่งบางแก้ว ที่ทัพไทยคนกว่าจนต้องใช้กลศึกเข้าช่วย
และในฉากนี้นอกจากจะมีเรื่องราวการรบดุเดือดแล้วยังมีconflictเรื่องความรักปนมาด้วย
เมื่อ'เจ้านางเลอขิ่น' ได้พบคนรักเก่าโดยบังเอิญในกรุงอโยธยา
ตอนแรกแอบคิดว่าภาคนี้น่าจะเครียดเพราะมีแต่ฉากรบฉากสงคราม มีคนตายกองเป็นภูเขาอย่างที่เห็นมาในตัวอย่างหนัง แต่ตลอดเวลาสองชั่วโมงกว่าๆ กลับมีครบทุกอารมณ์ เศร้า ซึ้ง ฮึกเหิม และแม้กระทั่งฉากตลก ที่ทำให้ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆจากคนทั้งโรงหนัง นับว่าเป็นหนังดีที่คนไทยไม่ควรพลาดเลยจริงๆ ดูแล้วรักชาติเพิ่มขึ้นมากมาย 
 
ใครสนใจลองเข้าไปชมตัวอย่างได้ตามลิงค์นี้นะคะ >> http://www.youtube.com/watch?v=SGqlsaMWQH8